วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

ชื่อ กุลปริยา สกุล ตันติษัณสกุล เลขที่ 28 ห้อง 5/9

กลุ่มที่ 3

ปัญหาที่นักเรียนศึกษา การใช้ภาษาของวัยรุ่น

ที่มาและความสำคัญของปัญหา
ภาษาวิบัติหรือภาษาวัยรุ่นที่กำลังฮิตมากๆในบ้านเรา ลุกลามจากการส่ง sms สั้นๆ การส่งอีเมล์ การสนทนาออนไลน์ การแสดงความคิดเห็น ในโลกอินเตอร์เน็ต จนเดี๋ยวนี้ภาษาวิบัติถูกใช้อย่างแพร่หลายจนแทบจะกลายเป็นภาษาทางการของวัยรุ่น

วัตถุประสงค์
1.เพื่อศึกษาปัญหาการใช้ภาษาของวัยรุ่น
2.เพื่อเรียนรู้วิะีการสร้างภาพยนต์สั้น

ผลการศึกษา 
1. เพื่อศึกษาการใช้ภาษาไทยในสังคมปัจจุบัน
2. เพื่อสร้างหนังสั้นเพื่อปลูกจิตสำนึกให้คนหันมาสนใจในภาษาไทยที่ถูกต้อง
3. ศึกษาความพึงพอใจในการใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง
4. เพื่อเป็นการรวบรวมและเผยแพร่คำศัพท์ที่วัยรุ่นใช้กันในปัจจุบัน
5. เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักในการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องตามราชบัณฑิตยสถาน

เสนอแนวคิดในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ
ขั้นแรกคือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง โดยเวลาแชทกับเพื่อนๆพยายามใช้ภาษาให้ถูกต้อง ไม่ใช้ภาษาวิบัติ และถ้าเจอเพื่อนใช้ภาษาผิดก็ต้องคอยเตือน


นักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเรียนวิชา IS1
1.สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการเรียนไปใช้ในการทำหนังสั้น
2.ได้ทดสอบความสามารถของตนเอง
3.ทำให้เกิดความสามัคคี
4.สามารถสืบเสาะแสวงหาคำตอบ และรายงานผลการศึกษาของตัวเอง 


วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทำไมถึงต้องใช้ภาษาวิบัติ?
1. เพราะภาษาเป็นเรื่องที่ต้องวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา 
ก็คือเป็นธรรมชาติของภาษาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง หากเราเอาภาษาตอนนี้ไปคุยกับคนสมัยพ่อขุนรามคำแหง ก็คงจะมีหลายคำที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้เลย
ดังนั้นจะทำให้ภาษาวิบัติเปลี่ยนไปตามเวลาก็ไม่เห็นเป็นไร ยังไงมันก็ต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว

ข้อโต้แย้ง 
จริงอยู่ว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นคงต้องถามกลับว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วให้ผลดีจริงหรือ?
ไม่น่าเป็นอย่างนั้น ภาษาเป็นสิ่งที่ยิ่งวิวัฒนาการก็ยิ่งวุ่นวาย ตั้งแต่โบราณมาภาษามีไม่ได้หลากหลายขนาดนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนกลุ่มต่างๆที่แยกกันอยู่คนละส่วนของโลกก็มีการพัฒนาทางภาษาที่แตกต่างกัน จึงเกิดแยกเป็นกลุ่ม แตกแยกสายกันไป กลับมาเจอกันอีกทีก็สื่อสารกันไม่รู้เรื่องเสียแล้ว ทั้งที่หากว่าระหว่างที่แยกจากกันไปนั้นไม่มีการวิวัฒนาการทางภาษาเลย เมื่อกลับมาเจอกันสองกลุ่มก็ควรจะยังคุยกันได้อยู่ปกติ
ยิ่งมีความหลากหลายมากก็ยิ่งทำให้สื่อสารกันข้ามกลุ่มเป็นไปได้จำกัดขึ้นเรื่อยๆ เวลาเดินทางไปต่างแดนจึงเจอสิ่งที่วุ่นวายเพิ่มขึ้นนั่นก็คือกำแพงภาษา
ยิ่งสมัยก่อนไม่มีการบัญญัติกฎทางภาษาอย่างแน่นอน ทำให้การใช้ภาษาเป็นอะไรที่หลายมาตรฐานมาก คนต่างชาติที่มาเรียนรู้เขาก็คงลำบากมาก ปัจจุบันนี้ดีหน่อยที่มีตำราที่เป็นมาตรฐาน ใครมาเริ่มเรียนก็ฝึกตามนั้นได้เลย
หากใครที่เรียนภาษาต่างประเทศก็คงจะรู้ว่า สิ่งหนึ่งที่มึนที่สุดจะเกิดขึ้นก็เมื่อเราเจอคำแสลง หรือคำอะไรที่ใหม่มากจนไม่อาจหาเจอในพจนานุกรมปัจจุบัน
นั่นคือข้อเสียของการที่ภาษาเปลี่ยนแปลงไป มีคำใหม่เพิ่มขึ้นมาอย่างเกินความจำเป็น นั่นคือทำให้ต้องมาเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมมากเกิน ทั้งที่แค่ศัพท์ปกติก็จำไม่หมดอยู่แล้ว
(ทั้งนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับคำใหม่ที่เกิดจากการมีสิ่งประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีใหม่ตามยุคสมัย เพราะเราจำเป็นต้องมีศัพท์ใหม่เพื่อเรียกสิ่งใหม่ๆอยู่แล้ว)
ในขณะที่คำศัพท์บนโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไม่มีลดลง แม้จะมีบางคำอาจล้าสมัยถูกเลิกใช้ไป แต่มันก็จะยังถูกบันทึกอยู่ในหนังสือที่ถูกเขียนในสมัยนั้นๆตราบนานเท่านานอยู่ดี
ถ้าวิวัฒนาการแล้วง่ายขึ้นก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ภาษายิ่งวิวัฒนาการมักมีแนวโน้มจะยากขึ้น
ด้วยเหตุนี้จึงมีความเห็นว่าภาษาไม่ควรจะวิวัฒนาการไปเร็วเกินไป แม้เราไม่สามารถทำให้มันอยู่นิ่งได้ แต่เราก็พยายามหน่วงได้ ซึ่งปัจจุบันมันก็ค่อนข้างถูกหน่วงได้ค่อนข้างน่าพอใจดีแล้ว
มนุษย์เราพยายามฝืนธรรมชาติมาหลายอย่างเพราะอะไร เพราะว่าเพื่อให้วิถีชีวิตสุขสบายขึ้น ดังนั้นเรื่องภาษานี้เอง เราก็ควรมีการฝืนธรรมชาติบ้าง เพื่อให้ระบบภาษาบนโลกนี้ง่าย และเราจะสื่อสารกันได้สะดวกขึ้น

2. เพราะบางครั้งภาษาวิบัติก็ทำให้ได้อารมณ์ 
เหตุผลหนึ่งที่คนใช้กันมากที่สุดก็คือ ใช้ภาษาวิบัติเพื่อช่วยเพิ่มอารมณ์ ตรงนี้ใช้คำธรรมดาไม่ได้ อารมณ์มันไม่ใช่ ไม่ได้บรรยากาศพอ ไม่น่ารักพอ ไม่เท่พอ

ข้อโต้แย้ง 
อันนี้บอกตามตรงว่าไม่ค่อยเข้าใจบางคำเลยว่ามันให้อารมณ์ยังไง บางทีอาจจะรู้สึกว่าได้อารมณ์กันไปเองเฉพาะกลุ่มก็ได้ แต่สำหรับคนทั่วๆไปมามองแล้วจะรู้สึกว่ามันอ่านยาก เพราะไม่คุ้น และไม่รู้ว่าจะใช้ไปทำไม
หรือบางคนก็ว่าใช้ไปเดี๋ยวก็ใช้กันทั่วไปเอง สุดท้ายอาจได้บัญญัติอยู่ในพจนานุกรมด้วยซ้ำ ดังที่เกิดมาแล้วบ่อยๆ อังนั้นคงต้องบอกว่า ไว้รอให้ถึงตอนนั้นก่อนก็แล้วกันค่อยมาใช้อย่างภาคภูมิใจ แต่ตัวอย่างเช่นนั้นมีไม่มาก ส่วนใหญ่คำวิบัติมาเร็วตามสมัยแล้วก็จากไปเร็วเหมือนกัน
โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าแค่ภาษาปกติธรรมดานี่ก็สื่อสารอารมณ์ได้ครบถ้วนดีแล้วล่ะ พวกคำแสดงอารมณ์ทั่วไปที่เป็นสากลก็มีอยู่เยอะแยะ ไม่เห็นต้องใช้คำวิบัติมาช่วยให้ดูแปลกขึ้นเลย

3. เพราะเขียนแบบนี้มันให้เสียงใหม่ 
เช่นบางคนเลือกที่จะใช้คำว่า "ว๊าก" แทนคำว่า "ว้าก" เพราะบอกว่าเสียงมันต่างกัน คือ "ว้าก" เฉยๆ ก็ออกเสียงตรีอยู่แล้ว แต่พอเป็น "ว๊าก" จะทำให้รู้สึกว่าเป็นเสียงที่สูงขึ้นไปอีก

ข้อโต้แย้ง
นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด หากไม่เกิดจากการที่ความเข้าใจในหลักภาษาของคนนั้นคลาดเคลื่อน ก็เกิดจากการที่คนนั้นพยายามสร้างกฎใหม่แปลกๆขึ้นมาเองแม้จะรู้ว่าผิดก็ตาม
อย่างที่รู้กันว่า "ว๊าก" นั้นเป็นคำอ่านที่ผิดของ "ว้าก" ที่จริงสองคำนี้ควรอ่านเสียงเหมือนกัน เพียงแต่ "ว๊าก" นั้นผิดไวยากรณ์ทางภาษาเท่านั้น ก็ถือเป็นภาษาวิบัติอย่างหนึ่ง
เพราะปกติไม้่โทใส่กับอักษรต่ำก็เป็นเสียงตรีอยู่แล้ว ไม้ตรีใช้กับอักษรต่ำไม่ได้ และถึงจะใส่ได้ มันก็ไม่ทำให้เกิดเสียงที่พิเศษขึ้นมาแต่อย่างใด หากจะมีก็คือคนเขียนรู้สึกไปเอง เข้าใจผิดไปเอง ว่ามันให้ความแตกต่างกันในเรื่องอารมณ์ ซึ่งคนอ่านอาจไม่รู้สึกเช่นนั้นก็ได้
หากต้องการให้รู้สึกว่าเสียงมีอารมณ์สูงหรือต่ำขึ้นมาเป็นพิเศษตามสถานการณ์ สามารถใช้เครื่องหมายอย่าง "!" หรือ "?" ได้อยู่แล้ว ภาษาต่างชาติอื่นๆเขาไม่มีรูปวรรณยุกต์ชัดเจนแบบเราเขาก็ต้องใช้แบบนี้เหมือนกัน
ตัวอย่างอื่นๆเช่น "หา" เขียนเป็น "ห๋า", "ฮะ" เขียนเป็น "ฮ๊ะ", "คลิก" เขียนเป็น "คลิ๊ก", "หนู" เขียนเป็น "นู๋"
คำเหล่านี้นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดเสียงต่างแล้ว ยังผิดไวยากรณ์ทางภาษาด้วย

4. ก็มันไม่รู้นี่ว่าผิด 
บางคนที่ไม่ตั้งใจใช้ เผลอใช้โดยไม่่รู้ว่าเป็นคำวิบัติก็มีอยู่เยอะ

ข้อโต้แย้ง
ไม่รู้ว่าผิดไม่เป็นไร คนไม่รู้ไม่ผิดอยู่แล้ว ใครก็ผิดกันได้ เพียงแต่พอรู้ตัวแล้วก็แก้ซะใหม่ ใช้ให้ถูกเท่านี้ก็พอ
และเนื่องจากคนส่วนมากมักจะผิดจากการไม่รู้ ดังนั้นหากรู้แล้วคอยช่วยเตือนคนอื่นด้วยก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก
คำส่วนใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีบัญญัติในเว็บราชบัณฑิตยถานอยู่แล้ว ก็สามารถเข้าเว็บhttp://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp ไปตรวจสอบการใช้คำได้เสมอ (แม้บางครั้งมันจะล่ม)

5. เพราะคนอื่นเขาใช้กันก็เลยใช้ตาม 
ก็คือเพื่อนเขาใช้กันหมด ไม่ใช้ตามก็โดนหาว่าไม่ทันสมัยหรือไม่เข้ากลุ่ม

ข้อโต้แย้ง
ที่จริงถ้าเราใช้ถูกอยู่แล้วก็ไม่เห็นจะต้องไปเกรงกลัวใครเลย เขาจะใช้ก็ปล่อยเขาไป ถ้าเตือนให้เขาใช้ให้ถูกได้ก็ดี แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่ต้องคิดมาก ตัวเองใช้ให้ถูกไว้ก็พอ

6. เพราะพิมพ์ง่ายกว่า 
บางคนบอกว่าก็แค่พิมพ์ในคอมแล้วต้องการประหยัดเวลา คำวิบัติบางคำมันพิมพ์ง่ายกว่าก็เลยใช้

ข้อโต้แย้ง
อ่านในข้อ 7.

7. ก็แค่คุยเล่นๆจะซีเรียสทำไม 
จากเหตุผลข้อข้างบนมารวมๆกัน บางคนยอมรับเวลาพิมพ์งานหรือคุยทางการไม่ควรใช้ภาษาวิบัติ แต่เวลาคุยเล่นกลับขอใช้

ข้อโต้แย้ง
แม้จะแค่คุยกันเล่นๆ แต่ใช้ไปมากๆมันก็ติดได้อยู่ดี สุดท้ายก็เผลอใช้ตอนทำงานเข้าจนได้
และบางทีคุยกันธรรมดา แต่เป็นการคุยในเว็บบอร์ด ซึ่งคนทั่วไปก็อ่านได้ เมื่อคนมาอ่านกันเยอะ คำพูดที่ผิดๆก็จะติดตาคน กลายเป็นคนนั้นสนับสนุนภาษาวิบัติโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นใช้ให้ถูกทุกที่ทุกเวลาดีแล้ว ถ้าอดไม่ได้จริงๆก็ขอให้คุยกันแค่ msn หรือห้องส่วนตัวก็พอ ไม่ควรเอาออกมาเผยแพร่

ที่มา : http://ikamiso.exteen.com/20101106/entry

ตัวอย่างการใช้ภาษาวิบัติ
https://www.youtube.com/watch?v=mClJxd8DNhM

อยากรู้ สงสัย ตอบได้ไหม ทำไมต้องภาษาวิบัติ



ที่มา : http://www.unigang.com/Article/1331

คำที่คนไทยมักเขียนผิด และวิบัติที่นิยมใช้กัน



  
1. สำอาง
แปลว่า เครื่องแป้งหอม งามสะอาด ที่ทำให้สะอาด
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "สำอางค์" ...ควายการันต์(ค์) มาจากไหน?

2. พากย์
แปลว่า คำพูด คำกล่าวเรื่องราว ภาษา
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "พากษ์" ที่เขียนกันผิดประจำนี่ คงติดภาพมาจากคำว่า วิพากษ์(วิจารณ์)

3. เท่
แปลว่า เอียงน้อยๆ โก้เก๋
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "เท่ห์" ...ติดมาจากคำว่า "สนเท่ห์" รึไงนะ?

4.โล่
แปลว่า เครื่องปิดป้องศัตราวุธ ชื่อแพรเส้นไหมโปร่ง
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "โล่ห์" สงสัยอยู่ในกรณีเดียวกับคำว่า "เท่"

5. ผูกพัน
แปลว่า ติดพัน เอาใจใส่ รักใคร่
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "ผูกพันธ์" ไม่ใช่คำว่า "สัมพันธ์" นะเว้ย

6. ลายเซ็น
แปลว่า ลายมือชื่อ
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "ลายเซ็นต์" ติดมาจาก "เปอร์เซ็นต์" รึเปล่า?

7. อีเมล
แปลว่า จดหมายอิเล็กทรอนิกส์
มักเขียนผิดเป็นคำว่า ''อีเมล์" คำนี้ผมก็เขียนผิดบ่อยๆ -*- มันติดอ่ะ

8. แก๊ง
แปลว่า กลุ่มคนที่ตั้งเป็นพวก(ในทางไม่ดี)
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "แก๊งค์" หรือไม่ก็ "แกงค์"
เอ่อ...มันมาจากภาษาอังกฤษคำว่า gang นะ ควายการันต์มาจากไหน?

9. อนุญาต
แปลว่า ยินยอม ยอมให้ ตกลง
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "อนุญาต" ผิดกันเยอะจริงๆ สับสนกับคำว่า "ญาติ" รึไง?รู้สึกเหมือนเราเคยอธิบายเกี่ยวกับคำนี้มาก่อนน ะในกระทู้นี้

10. สังเกต
แปลว่า กำหนดไว้ หมายไว้ ดูอย่างถ้วนถี่
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "สังเกตุ" นี่ก็ผิดเยอะพอๆกับคำว่า "อนุญาต"
คงติดมาจากคำว่า "สาเหตุ" ล่ะมั้ง?

11. ออฟฟิศ
แปลว่าสำนักงาน ที่ทำการ
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "ออฟฟิส" ไม่ก็ "ออฟฟิต" คำนี้มาจากภาษาอังกฤษคำว่า "office" แต่พอมาเป็นภาษาไทยอุตส่าห์ใช้ตัวอักษร "ศ" ให้เท่ๆแล้วเชียว
แต่ทำไมกลับสู่สามัญเป็น "ส" ล่ะ หรือไม่ก็เอาคำว่า "ฟิตเนส" มาปนมั่วไปหมด

12. อุตส่าห์
แปลว่า บากบั่น ขยัน อดทน
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "อุดส่า" คำนี้พบไม่บ่อยมากนัก
แต่บางคนสะกดด้วย ต เต่า ถูกแล้วแต่ลืมใส่ บการันต์(ห์)

13. โคตร
แปลว่า วงศ์สกุล เผ่าพันธุ์ ต้นตระกูล
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "โครต" คำยอดฮิตของวัยรุ่น ไม่รู้เพราะสับสนกับคำว่า "เปรต" หรือเพราะในเกมออนไลน์บางเกมมันเซ็นเซอร์คำนี้ก็ไม่ร ู้ เลยดัดแปลงคำซะเลยจะได้พิมพ์ได้ แล้วก็ติดตามาเป็น "โครต" ในปัจจุบัน

14. ค่ะ

แปลว่า คำรับที่ผู้หญิงใช้
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "คะ" คำนี้ไม่ได้เขียนผิดอะไรหรอก แต่ใช้เสียงสูงเสียงต่ำผิด ถ้าจะพูดให้เสียงยาวก็เป็น "คะ" ใช้ต่อท้ายประโยคคำถาม แต่บางทีก็ใช้ "ค่ะ" ยัดลงไปเลย

15. เว็บไซต์
แปลว่า (ไม่รู้อ่ะ แต่มาจากภาษาอังกฤษคำว่า "web" แปลว่า ใยแมงมุม ตาข่าย และ "site" แปลว่า กำหนดสถานที่ตั้ง ตั้งอยู่)
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "เวปไซด์" คำว่า "เวป" อาจติดมาจาก "WAP" ซึ่งแปลว่าอะไรผมก็ไม่รู้ -*-
แต่คำว่า "ไซด์" ที่เขียนผิดอาจมาจากคำว่า "side" ที่แปลว่า ด้านข้าง เห็นด้วย (เกี่ยวอะไรกัน?)

16.โอกาส
แปลว่า ช่อง จังหวะ เวลาที่เหมาะ
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "โอกาศ" สงสัยติดมาจากคำว่า "อากาศ"

17.เกม
แปลว่า การแข่งขันการละเล่นเพื่อนความสนุก ลักษณะนามเรียกการแข่งขันจบลงคราวหนึ่งๆ
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "เกมส์"อันนี้เราไม่แน่ใจนะ แต่ถ้าจะให้มีความหมาย
ในภาษาไทยต้องใช้ "เกม" เพราะมันมาจากคำว่า "game" ในภาษาอังกฤษ

18.ไหม
แปลว่า ชื่อแมลงชนิดหนึ่งมีใยใช้ทอผ้า เป็นคำถาม
มักเขียนผิดเป็นคำว่า "มั้ย" ที่เปลี่ยนไปอาจเป็นเพราะเพื่อให้เสียงสูงขึ้น
เพราะถ้าใช้คำว่า ไม้ มันจะกลายเป็นอีกคำถ้าใช้ ไม๊ นี่อ่านไม่ออกเลย -*-

ที่มา : http://atcloud.com/stories/86414

จำอวดหน้าม่าน "ภาษาวิบัติ"
https://www.youtube.com/watch?v=MkuroSbRAUg

เรื่องของภาษา ภาษาวิบัติ


ภาษาวิบัติ  คือ คำพูดที่ไม่ได้รับการยินยอมให้ใช้ทั่วไปในระดับสากล หากแต่ใช้พูดกันเองในกลุ่มเพื่อนฝูงหรือในกลุ่มวัยรุ่น โดยมักจะได้รับการต่อต้านจากผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมอยู่เสมอ 
คำนิยาม 
ภาษาวิบัติ  คือ ภาษาที่ถูกแปลงมาจากคำในภาษาเดิม ให้สามารถเขียนได้ในรูปลักษณ์ใหม่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ภาษาวิบัตินี้มักจะผิดหลักในการเขียนอยู่เสมอ
ถ้าจะให้แยกแยะได้ง่ายๆ คำที่ไม่อยู่ในพจนานุกรม และไม่เป็นไปตามกฏของหลักภาษาไทยโดยส่วนใหญ่จะเป็นภาษาวิบัติ

    ต่อ ไปนี้ที่นำเสนอ อ่านแบบขำๆ กันไป อย่าไปเครียดมากมายกับกระทู้นี้ อ่านเพื่อให้เรารู้ หรือใครจะนำไปปรับปรุง แก้ไขตัวเองในส่วนไหน ก็ตามแต่ ไม่มีใครว่าอะไรหรอกค่ะ ช่วยๆ กัน ให้สังคมเราน่าอยู่ยิ่งๆ ขึ้นด้วยนะจ้ะ 
  ผู้ทำภาษาวิบัติ     บริษัททุย                         ทุจศิล กินชะมัด     ผู้ใช้เว็บบอร์ดบางคน           ผู้ใช้แชทบางคน     ผู้ใช้ฮิห้าหลายคน              กลุ่มแฟนคลับเอ๊ดจวยและดงบางชินเกรียน     รายการ ไอ้ตุ๋ย ไฮเถิก ทางช่องเนชั่วแชนแนล ในช่วงของรายการที่เป็นการตอบปัญหาทางด้านคอมพิวเตอร์มีชื่อเป็นภาษาวิบัติ ว่า ช่วง คอมนู๋ไม่รู้เป็นไร (วิบัติมาจาก คอมหนูไม่รู้เป็นอะไร) และให้ข้อมูลที่ผิดพลาด เช่นเรื่อง วินเด้าส์ วิสด้า SP1 ที่บอกว่าไม่มีภาษาไทยรองรับ แต่ที่จริงมีมาก่อนหน้านี้แล้ว อื่นๆ ข้อมูลปกปิด
เนื้อหาด้านล่างนี้ได้รับการยอมรับเรื่องการใช้  ภาษาวิบัติท่านอาจจะงงบ้าง แต่เราก็ขออวยพรให้ท่านอ่านรู้เรื่อง

***  เนื้อหาด้านล่างนี้ได้รับการยอมรับเรื่องการใช้ ภาษาวิบัติ ท่านอาจจะงงบ้าง แต่เราก็ขออวยพรให้ท่านอ่านรู้เรื่อง
ภาษาวิบัติแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มที่ใช้เวลาพูด กับกลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน
กลุ่มที่ใช้เวลาพูด -  เป็น ประเภทของภาษาวิบัติที่ใช้ในเวลาพูดกัน ซึ่งบางครั้งก็ปรากฏขึ้นในการเขียนด้วย แต่น้อยกว่าประเภทกลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน โดยมักพูดให้มีเสียงสั้นลง หรือยาวขึ้น หรือไม่ออกเสียงควบกล้ำเลย ประเภทนี้เรียกได้อีกอย่างว่ากลุ่มเพี้ยนเสียง เช่น
   ตะเอง (ตัวเอง)                    เตง (ตัวเอง) 

   ขอบคุง (ขอบคุณ)               แม่ม (แม่มึง) 

   แสด (สัตว์ )                        พ่อง (พ่อเมิง) 

   สลัด, แสด, สาด (สัตว์)         สรัด,สรัส(สัตว์ :ออกเสียง ร เรือ ด้วย) 
กลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน  - รูปแบบของภาษาวิบัติชนิดนี้ โดยทั้งหมดจะเป็นคำพ้องเสียงที่หลายๆคำมักจะผิดหลักของภาษาอยู่เสมอ โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะใช้ในเวลาเขียนเท่านั้น โดยยังแบ่งได้เป็นอีกสามประเภทย่อย

กลุ่มพ้องเสียง  - รูปแบบของภาษาวิบัติชนิดนี้ จะเป็นคำพ้องเสียง โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะใช้ในเวลาเขียนเท่านั้น และคำที่นำมาใช้แทนกันนี้มักจะเป็นคำที่ไม่มีในพจนานุกรม
   เทอ(เธอ)                จัย(ใจ) 

   งัย(ไง)                   นู๋(หนู) 

   มู๋(หมู)                    ปันยา(ปัญญา) 

   กำ(กรรม)

กลุ่มขี้เกียจพิมพ์  - พวก นี้จะคล้ายๆกับกลุ่มคำพ้องเสียง เพียงแต่ว่าบางครั้งการกด Shift มันน่ารำคาญ พวกนี้เลยขี้เกียจกด แล้วเปลี่ยนคำที่ต้องการเป็นอีกคำที่ออกเสียงคล้ายๆกันแทน
   กุ(กู)             เหน(เห็น) 

   เปน(เป็น)

ซึ่งสองตัวอย่างหลังนี่ ถ้าเคยเปิดอ่านหนังสือเก่าๆ ดู จะพบว่าไปซ้ำกับอักขรวิธีในสมัยก่อน (ประมาณปี พ.ศ. 2480)
กลุ่มโชว์Inw 
   Inw!                                    Inw(เทพ)

   uou(นอน )                           เกรีeu(เกรียน) 

   IInJIISJIISJ (แทงแรงแรง)      IIOUIInJISO (แอบแทงเธอ)
  
แบบลูกผู้ดีกระแดะ  - จะมี ร์ กำกับไว้ข้างท้ายเสมอ เช่น
   เทอร์ = เธอ                    แกร์ = แก 
 
   วิคิพีเดียร์ = วิกิพีเดีย        เ***้ยร์, เชี่ยร์ = เ***้ย(คำว่า เชี่ย มีรากศัพท์มาจาก เ***้ย)
 
   คับร์ = คับ(ครับ)               โปรแกรมร์ = โปรแกรม

ที่มา : http://atcloud.com/stories/53352